เว็บรับสมัครงาน ยอดนิยมจาก Japan

หางานอยู่ใช่ไหม?
หางานอยู่ใช่ไหม?

โพสตน์นี้ก็ไม่มีอะไรมากค่ะ จะมาแนะนำเว็บรับสมัครงงาน น้องใหม่ไฟแรงได้แก่ Careerlink.co.th โดยบริษัทถึงจะเปิดใหม่ในบ้านเราราวๆ ไม่ถึง 1 ปี ที่ผ่านมาแต่เขาเป็นบริษัทที่อยู่มานาน ก่อตั้งมานาน มีบริษัทแม่อยู่ที่ญี่ปุ่นโน่น ดังนั้นเรื่องความน่าเชื่อถือ หรือ Trust นั้นหายห่วง 100%

ทางบริษัท Careerlink นั้น ได้รุกเข้ามาบุกเบิก แพ้วถางทางในอุตสาหกรรมหางานนี้ได้ภูมิภาคแถวๆ บ้านเราบ้างแล้ว และประสบความสำเร็จด้วย ตัวอย่างเช่น careerlink vietnam นี่เขาก็ขึ้นครองอันดับ 1 ในประเทศเวียดนามเรียบร้อย โรงเรียนญี่ปุ่นมานานแล้ว

น้องๆ ที่เคยหางานออนไลน์ และใช้งานเว็บเก่าๆ อย่าง jobdb, jobbkk นั้น สามารถลองมาใช้เว็บของ careerlink ประเทศไทยดู การใช้งานไม่ได้ต่างอะไรกันมา ก็จะมี function job search เหมือนกันๆ แค่คุณใส่ชื่อบริษัท หรือประเภทงานที่ต้องการสมัครง แล้วค้นหา จากนั้นก็เลือกตามอัธยาศัยเลยว่าสนใจบริษัทไหน แล้วคุณก็สามารถร่อนใบสมัครทางเน็ตได้เลยทันที

ต่อมาอีก 2-3 วันทำการก็จะมีจดหมายจากทางบริษัทที่คุณสมัครงานไป มาเชิญให้คุณไปสัมภาษณ์ ขั้นตอนการเตรียมตัวว่าจะแต่งตัวยังไง เตรียมตอบคำถามยังไง ในห้องสัมภาษณ์งานต้องทำตัวอย่างไรนั้นในเว็บ careerlink thailand มีให้ดู ให้อ่าน เพื่อการเตรียมความพร้อมไว้แล้วค่ะ

4 ธุรกิจออนไลน์ยอดฮิต ทำง่าย ได้เงินจริง

ด้วยที่เทรนด์การเป็นเจ้านายตัวเองกำลังมาแรง หลายๆ ท่านที่เบื่อกับการทำงานที่จำเจ กดดัน และไร้อิสระมักจำไม่ทน มักจะลาออก และมุ่งหน้าสู้การเป็นเจ้าของธุรกิจอย่างเต็มตัว ทั้งนี้ ธุรกิจที่พวกเขาทั้งหลายหันมาทำแทนงานประจำนั้น อาจเป็นธุรกิจเล็กๆ ไม่ได้ใหญ่โตหวือหวาอะไรนัก และหนึ่งในธุรกิจเล็กๆ ที่ทำง่ายที่สุดในยุคนี้ คงหนีไม่พ้นการทำธุรกิจออนไลน์ เพราะลงทุนไม่มาก

ไอเดีย ทำธุรกิจออนไลน์

มีเงินเพียงหลักพันถึงหลักหมื่นต้นๆ ก็เริ่มธุรกิจได้แล้ว อีกทั้ง ไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านเพื่อขายสินค้าหรือบริการที่ธุรกิจกำลังทำอยู่ เพียงแต่มีคอมพิวเตอร์พร้อมระบบอินเตอร์เน็ตก็ทำได้แล้ว อีกทั้ง สามารถทำงานหรือทำธุรกิจนี้ได้ทุกที่ ไม่ว่าจะออกไปนอกบ้านหรือไปเที่ยวต่างจังหวัดก็ทำได้ โดยธุรกิจออนไลน์ยอดฮิต 4 ประเภท ที่ทำได้ง่ายๆ แล้วได้เงินจริงที่เรากำลังจะพูดถึงนั้น มีดังนี้

1. ธุรกิจร้านค้าออนไลน์

โดยอาจมีการเสนอขาย หรือประชาสัมพันธ์สินค้าผ่านทางแอพลิเคชั่นที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายไปก่อน เช่น Facebook Line และ Instagram เป็นต้น ทั้งนี้ อาจมีการลงทุนแค่ในส่วนของตัวสินค้าที่ต้องสั่งสินค้ามาสำรองไว้ก่อน หรือหากขายในประเภท “พรีออเดอร์” ก็ไม่จำเป็นต้องสำรองสินค้าไว้ก็ได้ โดยปัจจุบันนี้มีแหล่งสินค้าที่พ่อค้า แม่ค้า นิยมนำสินค้ามาขายมากมาย เช่น สั่งจากประเทศจีน ประตูน้ำ หรือแพลทตินั่ม เป็นต้น

2. การขายสินค้าผ่านเว็บไซต์อื่น

โดยเป็นที่นิยมในปัจจุบันอีกเช่นกัน การค้าขายในลักษณะนี้ ผู้ขายไม่จำเป็นต้องมีอะไรมากมาย เพียงแค่สมัครเป็นสมาชิกกับเว็บไซต์ขายสินค้า อันมีอยู่มากมายในปัจจุบันนี้ ทั้งเว็บภายในประเทศและเว็บต่างประเทศ ตัวอย่างเว็บไซต์ขายสินค้า เช่น kaidee.com shopee.com และ ebay.com เป็นต้น

3. ธุรกิจการทำการโฆษณาผ่านทางออนไลน์

ดังเช่นหลายๆ เว็บไซต์ ที่มีการนำเสนอถึงผลิตภัณฑ์ชิ้นหนึ่งๆ ที่ว่าจ้างเข้ามาให้ช่วยประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการของเขา ผู้ทำธุรกิจการทำการโฆษณาผ่านทางออนไลน์ก็อาจนำแบนเนอร์ของสินค้านั้นๆ ไปแปะวนเว็บไซต์หรือเว็บเพจของตนเอง เพื่อให้มีผู้ได้เห็นและรับรู้ถึงสินค้าและบริการนั้น เพียงเท่านี้ก็รับรายได้ได้แล้ว ทั้งนี้ ผู้ที่จะทำธุรกิจทำนองนี้ได้จะต้องมีเว็บเพจ หรืออื่นๆ ที่มีผู้ให้ความสนใจ และติดตามชมอยู่เสมอด้วย

4. Google Adsense

หลายๆ ท่านหันมาสนใจทำธุรกิจนี้อีกเช่นกัน ไม่เว้นแม้แต่ดารานักแสดงบางท่านก็ด้วย เพราะเพียงแต่ท่านมีเว็บเพจที่มีเนื้อหาน่าสนใจ มีผู้เปิดเข้าไปชมอยู่เสมอ และผู้รับอ่าน หรือรับชมโฆษณาผ่านทางเว็บเพจนั้นๆ ของท่าน เพียงเท่านี้ก็ได้รายได้จากกูเกิ้ลแล้ว
อย่างไรก็ดี ทุกธุรกิจก็มักจะมีความเสี่ยงแฝงอยู่เสมอ มีหลายรายนักที่ประสบความสำเร็จ สร้างตัว

สร้างฐานะได้เป็นอย่างดี แต่ก็ยังมีอีกฝั่งหนึ่งที่อาจมีบ้านที่ต้องถอยไป และหายไปจากธุรกิจเหล่านี้ในที่สุด ดังนั้น การทำธุรกิจนี้จึงขึ้นอยู่กับลักษณะของแต่ละบุคคล ต้องอาศัยความมุ่งมั่น ตั้งใจ ความอดทนและความมุมานะในการทำธุรกิจนี้ด้วย ทั้งนี้ เชื่อได้ว่า หากท่านมีคุณสมบัติเหล่านี้ครบถ้วย คงไม่พลาดเป็นรายต่อไปที่จะพบเจอกับความสำเร็จในธุรกิจเหล่านี้เป็นแน่

5 อันดับภาพยนตร์ไทย รายได้ยอดแย่

อันดับหนัง box office
box office

ข้อมูลจากสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ เผยแพร่ถึงรายได้ของภาพยนตร์แต่ละเรื่องที่เข้าฉายในประเทศไทย ตั้งแต่ภาพยนตร์ที่กวาดรายได้สูงสุดไปจนถึงภาพยนตร์ที่กวาดรายได้ต่ำสุด ซึ่งปกติแล้วภาพยนตร์ที่ทำรายได้สูงก็มักจะเป็นกระแส เป็นที่รู้จักกันในวงกว้างอยู่แล้ว ดังนั้น ในวันนี้ เราจะมานำเสนอภาพยนตร์ที่ทำรายได้ยอดแย่ 5 อันดับ ซึ่งอาจเป็นภาพยนตร์ที่หลายๆ ท่านเคยได้รับชม เคยผ่านตาหรือเคยได้ยินชื่อกันมาบ้าง หรืออาจไม่เคยได้ยินชื่อกันเลย ซึ่งเรียงตามลำดับ ดังนี้

อันดับที่ 1 ภาพยนตร์เรื่อง “หมวยจิ้นดิ้นก้องโลก”

ภาพยนตร์แนวคอมเมดี้ เล่าเรื่องราวของวัยรุ่นที่จำต้องช่วยกันพยุงและกอบกู้กิจการร้านขายของชำของครอบครัว ภายใต้ยุคสมัยที่เต็มไปด้วยร้านสะดวกซื้อ ซึ่งนำแสดงโดยนักแสดงวัยรุ่นหน้าใหม่ เข้าฉายในโรงภาพยนตร์เมื่อวันที่ 27 เดือนกุมภาพันธ์ ปีพ.ศ. 2557 ที่ผ่านมา โดยทำรายได้ไปเพียง 29,000 บาท หรือเท่ากับว่ามีผู้ชมซื้อตั๋วเข้าชมเพียง 200 คนเท่านั้น

อันดับที่ 2 ภาพยนตร์เรื่อง “หล่อลากไส้”

เป็นภาพยนตร์แนวกึ่งแฟนตาซี กึ่งแอนิเมชั่น เล่าเหตุการณ์ของมนุษย์ตัดสลับกับเหตุกาณ์การ์ตูนไปมานำแสดงโดยนักแสดงหน้าใหม่ เริ่มเข้าฉายในวันที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556 พร้อมรับรายได้รวมแล้วเพียง 50,000 บาท

อันดับที่ 3 ภาพยนตร์เรื่อง “เด็กสาว”

ภาพยนตร์เรื่องนี้เล่าถึงเรื่องราวของเด็กสาวมัธยมปลาย 5 คนที่มีมิตรภาพอันงดงามร่วมกัน นำทีมนักแสดงโดยดาราสาวหน้าใหม่ โดยเข้าฉายเฉพาะในโรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์เท่านั้น เมื่อวันที่ 8 เดือนพฤศจิกายน ปีพ.ศ. 2555 โดยกวาดรายได้รวมไปเพียงแค่ 56,000 บาท

อับดับที่ 4 ภาพยนตร์เรื่อง “เก๋าเกรียน”

เป็นภาพยนตร์แนวตลก นำแสดงโดยนักแสดงตลกชื่อดังหลายคน อาทิ บอย AF3 ค่อม ชวนชื่น และโย่ง เชิญยิ้ม เข้าฉายพร้อมกันทุกโรงภาพยนตร์ เมื่อ 1 เดือนพฤศจิกายน ปีพ.ศ. 2555 อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะได้ดาราตลกชื่อดังเหล่านี้มาช่วยเรียกกระแส แต่รายได้รวมก็ได้ไปเพียง 57,000 บาทเท่านั้นเอง

อันดับที่ 5 ภาพยนตร์เรื่อง “สมาน-ฉัน”

สมาน-ฉันเป็นหนึ่งในภาพยนตร์โรแมนติก คอมเมดี้ นำทัพนักแสดงโดยนักแสดงสาวสวยชื่อดัง จิ๊บ ปกฉัตร เข้าฉายวันที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2553 ใช้ทุนสร้างค่อนข้างสูงอยู่ เพราะใช้ทุนสร้างไปกว่า 50 ล้านบาท แต่ทว่า รายได้หลังจากเข้าฉายสวนทางกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งเป็นเงินเพียงแค่ 60,000 บาท เรียกว่าขาดทุนยับเยินกันเลยทีเดียว

ทั้งนี้ จำนวนรายได้ไม่ได้แสดงถึงคุณภาพของภาพยนตร์แต่อย่างใด เพราะเชื่อมั่นว่าผู้สร้างหนัง ผู้เขียนบท นักแสดง และผู้มีส่วนร่วมในภาพยนตร์ทุกท่านได้ทำหน้าที่ของตัวเอง ณ. จุดนั้นอย่างดีที่สุดแล้ว อนึ่ง ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เหล่านี้ไม่ได้รับกระแสนิยมและได้รับรายได้เพียงน้อยนิด

อาจเป็นเพราะว่าปัจจุบันนี้ ตลาดของภาพยนตร์มีการแข่งขันกันสูงมาก ผู้สร้างต่างผลิตผลงานออกมากันอย่างล้นหลาม ทั้งผู้สร้างหนังอิสระและค่ายเล็กค่ายใหญ่ด้วย ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ต้องมีบางเรื่องที่ต้องตกหล่นจากกระแสเป็นธรรมเนอะ ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้ผู้สร้างหนัง นักแสดง และผู้เกี่ยวข้องด้วยนะคะ

“อศาสนา” ความเชื่อแห่งการไม่นับถือศาสนา

ศาสนา หรือ อศาสนา
ศาสนา หรือ อศาสนา

ศาสนา คือ ลิทธิความเชื่อต่างๆ ของมวลมนุษย์ที่สอนถึงซึ่งหลักศีลธรรม หลักความเชื่อ พิธีกรรม และหลักในการดำรงชีวิต จุดมุ่งหมายทั้งหมดทั้งมวลของศาสนาโดยมากแล้วเป็นหนึ่งเดียวกันทุกศาสนา คือการทำให้ประชากรและทุกสรรพสิ่งบนโลกอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกความเชื่อหนึ่งที่แตกต่างออกไปจากหลักความเชื่อของศาสนาโดยสิ้นเชิง นั่นก็คือ ความเชื่อแห่งการไม่นับถือศาสนา หรือที่เรียกกันอีกอย่างหนึ่งได้ว่า “อศาสนา” นั่นเอง

“อศาสนา” หรือที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า ‘irreligion’ แปลความได้ว่า ภาวะที่ไร้ซึ่งศาสนา ไม่มีศาสนา ไม่นับถือศาสนา แต่ทั้งนี้ก็ไม่แบ่งแยกหรือเป็นปริปักษ์ต่อศาสนาใด ภาวะอศาสนานี้ ได้รับการเรียกขาน ได้รับการนิยาม หรือมีผู้อื่นเข้าใจในอีกหลากหลายชื่อ เช่น ศาสนวิมตินิยม ลัทธิอเทวนิยม ลัทธิอไญยนิยม หรือลัทธิโลกียมนุษยนิยม เป็นต้น โดยผู้ซึ่งมีความเชื่อไม่นับถือศาสนาหรืออยู่ในภาวะไม่มีศาสนาดังกล่าวมานี้ เรียกได้ว่า “อศาสนิกชน”
ทั้งนี้ อศาสนาอาจยังไม่เป็นที่แพร่หลายหรือไม่เป็นที่นิยมในหลายๆ ประเทศ หรือในหลายๆ สังคม ยิ่งไปกว่านั้น

บางสังคมอาจมีอคติและไม่ยอมรับกลุ่มคนจำพวกนี้ ทั้งยังมองมองกลุ่มคนที่มีภาวะไม่มีศาสนาเช่นนี้ ว่าเป็นบุคคลอันตราย ชั่วร้าย เพราะอาจมีความคิดที่ว่าพวกเขาไม่มีซึ่งหลักศีลธรรม หลักความเชื่อ พิธีกรรม หลักในการดำรงชีวิต และจุดมุ่งหมายในการดำรงชีวิตดังเช่นคนมีศาสนาทั่วไป ดังเห็นได้จากการวิพากษ์วิจารณ์เมื่อเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบ การก่อการร้าย หรือเมื่อเกิดการก่อเหตุอาชญากรรมต่างๆ ที่ผู้คนโดยมากมักจะมุ่งเป้าและกล่าวหาว่าผู้ก่อเหตุนั้นๆ เป็นกลุ่มคนไร้ศาสนา ถึงแม้ผู้ก่อเหตุเองจะออกมาค้านว่าพวกเขามีศาสนาที่นับถืออยู่ก็ตามที

จากการรวบรวมสถิติประชากรผู้นับถือศาสนาต่างๆ ทั่วโลกในปี 2010 ที่ผ่านมานั้น อศาสนิกชนมีจำนวนมากที่สุดในลำดับที่ 3 จากประชากรผู้นับถือศาสนาต่างๆ ทั่วโลก คิดเป็นร้อยละ 16.3 เป็นรองจาก คริสต์ศาสนิกชน ที่มีจำนวนร้อยละ 31.5 และประชาชนผู้นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งมีจำนวนร้อยละ 23.2 ตามลำดับ

อย่างไรก็ดี ผู้ที่เป็นบุคคลไม่มีศาสนา ก็ไม่ได้หมายความว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นบุคคลชั่วร้ายหรืออันตรายแต่อย่างใด เพราะปัจจุบันนี้ เป็นยุคสมัยที่ประชากรทั่วโลกส่วนใหญ่ได้รับการศึกษา บุคคลทุกคน ไม่ว่าจะเป็นบุคคลผู้นับถือศาสนาใดๆ และอศาสนิกชนเองก็ตาม ก็ต่างได้รับการอบรมสั่งสอน และชี้แจงถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ ในสังคมเพื่อให้ทุกสรรพสิ่งบนโลกได้อยู่อย่างสงบสุข และมีความสุขร่วมกัน